[BT]O to the Oranges
posted on 06 May 2012 18:43 by loukmhee in Blodwen directory Fictionเอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
[BT]O to the Oranges
Timeline : ปลายเดือนมกราคม 2011
.
.
..
...
“สวัสดี...”
“.......”
อุณหภูมิในอาคารอุ่นกว่าข้างนอก แต่หนาวพอให้ไอบางๆ ลอยตามลมหายใจออกมาด้วย
“อากาศเย็นนะวันนี้"
ผมพูด มือก็ควานหาของในกระเป๋าเป้ไปด้วย
“.......”
เสียงโลหะชิ้นเล็กๆ กระทบกันดังมาจากก้นกระเป๋า ก่อนที่จะต้องหยิบของทุกอย่างในนั้นออกมาวางกับพื้น กุญแจห้องก็ติดมือออกมาได้ในที่สุด วันที่ต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างห้องสมุดกับมหาวิทยาลัยหลายๆ รอบผมมักเก็บมันไว้ในเป้แทนกระเป๋ากางเกง
ถุงกระดาษล้มแอ้งแม้งลงกับพื้นทันทีที่ผมผลักประตูเปิดออก
ผลส้มกลมแป้นกลิ้งไปตามทางเดิน หยุดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมก้าวเข้าหาอากาศอุ่นกว่าในห้องพัก ...
เสียงถอนหายใจดังของตัวเองกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของหนังสือในกระเป๋าเป้ แต่ผมรู้สึกกลับหนักๆ ข้างใน ประตูที่กำลังจะปิดถูกดันให้เปิดกว้าง ผมก้มมองส้มผลที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ใช้ปลายเท้าเขี่ยเบาๆ มันกลิ้งไปชนเจ้าผลที่อยู่ไกลที่สุด หยุด..แต่ทำให้เพื่อนของมันไกลออกไป
เสียงถอนหายใจดังของตัวเองกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของหนังสือในกระเป๋าเป้ แต่ผมรู้สึกกลับหนักๆ ข้างใน ประตูที่กำลังจะปิดถูกดันให้เปิดกว้าง ผมก้มมองส้มผลที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ใช้ปลายเท้าเขี่ยเบาๆ มันกลิ้งไปชนเจ้าผลที่อยู่ไกลที่สุด หยุด..แต่ทำให้เพื่อนของมันไกลออกไป
ผมถอนหายใจอีกครั้ง หยิบถุงกระดาษที่ยังมีส้มดื้อๆ เหลือติดก้นอยู่หนึ่งผลวางไว้บนมือซ้าย เก็บพวกมันที่เหลือกลับลงไปอยู่ด้วยกัน พึมพำเบาๆ
“อากาศเย็น...”
จากนั้นเดินกลับเข้าไปในห้อง
ผมไม่เคยบอกใครว่าชอบส้ม ว่าชอบสีส้ม หรือชอบกลิ่นส้มมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างแน่นอน เพราะผมไม่ได้รัก “ส้ม” มากเป็นพิเศษ แต่จนถึงตอนนี้ผมพูดกับส้มที่นั่งเฝ้าประตูห้องของผมบ้างครั้งละนิดละหน่อย เผื่อบางทีส้มอาจมีเครื่องดักฟังหรือวิญญาณส้มที่ผมกินเข้าไปจะไปบอกคนส่งส้มได้ว่า เขาพาพวกมันมาผิดที่แล้ว จะมาตามเก็บเงินคืนหรือเอาไปส่งให้ถูกที่ก็เลือกเอาสักอย่าง
ไม่ใช่ไม่เคยคิดตามหาว่าใครเอามาให้ หรือเอามาวางผิดไว้ หลังจากนึกชื่อคนรู้จักหลายคน และตัดชื่อเหล่านั้นทิ้งไปทีละคน ผมแค่อยากจะขอบคุณที่มีน้ำใจ หรือขอโทษที่กินไปหมดแล้ว บางส่วนผมแบ่งให้เพื่อน อยากตามไปเก็บเงินที่เขาด้วยหรือเปล่า ผมมีที่อยู่
อะไรทำนองนั้น.......
จนกว่าจะถึงวันนั้นได้พวกมันยังเป็นส้มที่ไม่มีที่มาที่ไป
ผมไม่เคยบอกใครว่าชอบส้ม ว่าชอบสีส้ม หรือชอบกลิ่นส้มมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างแน่นอน เพราะผมไม่ได้รัก “ส้ม” มากเป็นพิเศษ แต่จนถึงตอนนี้ผมพูดกับส้มที่นั่งเฝ้าประตูห้องของผมบ้างครั้งละนิดละหน่อย เผื่อบางทีส้มอาจมีเครื่องดักฟังหรือวิญญาณส้มที่ผมกินเข้าไปจะไปบอกคนส่งส้มได้ว่า เขาพาพวกมันมาผิดที่แล้ว จะมาตามเก็บเงินคืนหรือเอาไปส่งให้ถูกที่ก็เลือกเอาสักอย่าง
ไม่ใช่ไม่เคยคิดตามหาว่าใครเอามาให้ หรือเอามาวางผิดไว้ หลังจากนึกชื่อคนรู้จักหลายคน และตัดชื่อเหล่านั้นทิ้งไปทีละคน ผมแค่อยากจะขอบคุณที่มีน้ำใจ หรือขอโทษที่กินไปหมดแล้ว บางส่วนผมแบ่งให้เพื่อน อยากตามไปเก็บเงินที่เขาด้วยหรือเปล่า ผมมีที่อยู่
อะไรทำนองนั้น.......
จนกว่าจะถึงวันนั้นได้พวกมันยังเป็นส้มที่ไม่มีที่มาที่ไป
= = = =
ส้มอยู่หน้าประตูเป็นครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์ ในปริมาณที่มากขึ้น
ผมรู้สึกเหมือนโดนเหมือนกำลังถูกล้อเล่น แต่ไม่ค่อยขำ
เช้าวันนั้นผมจึงกองส้มทั้งหมดไว้กลางโต๊ะในห้องอเนกประสงค์ของอพาร์ตเม้นต์ หวังว่ามันจะหายไปหมดเมื่อผมกลับมา ปัดความคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้อีกอย่างที่ผุดขึ้นออก หันหลังก้าวเร็วๆ ลงบันได
= = = =
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเมื่อผมเดินทางกลับอพาร์ตเม้นต์ การขลุกอยู่ในห้องสมุดจนหมดวันเป็นสิ่งที่ผมชอบ พอๆ กับใช้เวลาตั้งแต่เช้าถึงค่ำอยู่ในโรงหนัง บางครั้งมันทำให้พลาดมื้อเย็น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ผมทำเช่นนั้นบ่อยๆ ตีตั๋วสามใบรวดนั่งเอกเขนกเท่าที่เก้าอี้ และพื้นที่จะเอื้อให้ทำได้อยู่ในโรงหนังที่มีผู้ชมโหรงเหรงของบลอดเวน
หนังเรื่องสุดท้ายของวันนี้ไม่อยู่ในตารางโปรแกรม เป็นหนังเก่าของเมื่อสักสองปีก่อน ผมจำรายละเอียดไม่ได้มากนักแม้เพิ่งจะดูจบไปหมาดๆ รู้แค่ว่ามีระเบิด มีเรื่องจากมุมมองของตัวละครแต่ละคน และมันไม่ใช่หนังผี ...
ตอนจบ ผู้ก่อการร้ายที่วางระเบิดฆ่าคนได้เป็นร้อย หักพวงมาลัยรถหลบเด็กที่อยู่กลางถนน นั่นทำให้เขาหนีไม่สำเร็จ
ทำไม? ... ผมเก็บความสงสัยเหล่านี้ไว้ในหัว ... ตราบใดที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และไม่ตัดใจเลิกคิดผมจะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องของตัวเอง ... นี่เป็นเรื่องดี
คนเราจำเป็นต้องหยุดคิดเรื่องของตัวเองบ้าง
= = = =
ความคาดหวังของผมเมื่อเช้าคือให้มันหายไป และตอนนี้ผมเห็นชายหนุ่มร่างผอมกำลังนั่งจ้องถุงส้มเขม็ง
ทำไม? ... ผมเก็บความสงสัยเหล่านี้ไว้ในหัว ... ตราบใดที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และไม่ตัดใจเลิกคิดผมจะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องของตัวเอง ... นี่เป็นเรื่องดี
คนเราจำเป็นต้องหยุดคิดเรื่องของตัวเองบ้าง
= = = =
ความคาดหวังของผมเมื่อเช้าคือให้มันหายไป และตอนนี้ผมเห็นชายหนุ่มร่างผอมกำลังนั่งจ้องถุงส้มเขม็ง
“คุณ .. ขอโทษครับ” ผมส่งเสียงออกไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เดินผ่านประตูที่เปิดค้างไว้ อีกฝ่ายชักมือที่กำลังแตะส้มในถุงกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าผอมดูตระหนกเกินกว่าที่ผมคิดว่ามันควรเป็น นี่ผมเพิ่งตะคอกใส่ใครไปเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนไปหรือเปล่า
“นั่นของคุณหรือเปล่า” ผมมองไปที่ถุงกระดาษกลางโต๊ะ ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ..อันเป็นปกติของตัวเอง
อีกฝ่ายกระพริบตาปริบๆ เม้มปากมองผลไม้สีแสบตาด้วยท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อย ผมหยักศกสีดำสั่นนิดๆ เมื่อเจ้าของส่ายหน้า เขามองมันอีกครั้งก่อนเงยหน้าขึ้นมองผม
“ไม่ใช่ของผม...” เสียงตอบแหบต่ำและค่อนข้างเบา
“อย่างนั้นหรือ” ผมลอบถอนใจด้วยความผิดหวัง สาวเท้าเข้าไปใกล้ชะโงกหน้ามองประชากรส้มในถุง ..ซึ่งดูเหมือนจะลดจำนวนลงนิดหน่อย ... อย่างน้อยผมก็คิดเช่นนั้น
ผมหยิบส้มขึ้นมาลูกหนึ่ง นึกถึงที่เขาแตะมันเมื่อครู่ “คุณชอบส้ม?”
‘คุณ’ มองส้ม มองผม มองส้ม และกลับมามองผมอีกครั้ง แม้จะสายตาที่มองมาจะยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาพยักหน้าเป็นการตอบรับ ตอนนั้นเองที่ผมคิดได้ว่าควรทำตัวมีมารยาทมากกว่านี้ เปลี่ยนมาถือส้มด้วยมือซ้าย ถูมือขวากับขากางเกงสองสามครั้ง ก่อนยื่นมือออกไปพร้อมรอยยิ้มแบบที่ควรทำเป็นอย่างแรก
“ผมชื่อนิธาน พักอยู่ที่นี่ ... แต่เราคงไม่เคยพบกัน” นานแล้วเหมือนกันที่ผมเลิกแนะนำตัวด้วยนามสกุล
“ผมชื่อโจ ... โจ คัลวิน ล็อกฮาร์ต”
หลังจากคิดอยู่ครู่เดียวโจ ยิ้มและส่งมือให้ มือของเขามีแผล ผมไม่ทันได้สังเกตจนกระทั่งอีกฝ่ายดึงมือกลับ
“ส้ม...ของคุณเหรอ”
ผมก็ไม่รู้ว่าใช่ของผมหรือเปล่า ปกติถ้ามีของมาวางหน้าห้องใครกรรมสิทธิ์ของของสิ่งนั้นจะเป็นของเจ้าของห้องทันทีเลยหรือเปล่า ถ้ามีอะไรรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเราแล้ว จะสามารถอ้างสิทธิ์เป็นของตัวเองได้เลยหรือเปล่า
เปล่า ...ไม่ใช่ ทำแบบนั้นไม่ได้ ผมคิดเองตอบเองเสร็จสรรพ
แต่ชายหนุ่มผมดำที่นั่งเฝ้าส้มอยู่ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องรู้..
ผมพยักหน้า อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางคล้ายอยากถาม ....แล้วคุณเอามาวางทิ้งไว้ทำไมกัน?
“มีคนให้มา แต่มันเยอะเกินกว่าจะกินคนเดียวหมด ผมเลยแบ่งไว้ที่นี่” คนตอบเองยังรู้สึกได้ว่ามันฟังดูพิลึก “เก็บไว้เน่าทิ้งไปเปล่าๆ” ผมกล่าวเสริม ชายหนุ่มพึมพำบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน พยักหน้าท่าทางคล้อยตามบ้างแล้ว
“ถ้าคุณชอบและแบ่งไปบ้าง ก็จะดี” ผมยิ้ม ยื่นส้มในมือซ้ายให้
...‘จริงๆ งั้นเหรอ ให้จริงๆ งั้นเลยเหรอ’... แม้จะไม่ได้เอ่ยปาก แต่ดูออกได้อย่างแน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายคิด เขาดูเหมือนไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจริง ผมลังเลว่าจะต้องยกชื่อหญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้ผู้น่าเชื่อถือขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวเขาอีกหรือเปล่า ‘ผมรู้จักคุณอามิน่าด้วย ไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่ไหน ให้ฟรีไม่คิดอะไร รับไปเถอะครับ’
“ผมให้ คุณแบ่งไปได้เท่าที่พอใจเลยครับ” ผมบอกเขาอีกครั้ง เผื่อเราจะมีอะไรเข้าใจไม่ตรงกัน
หลังจากนั่งมองส้มกลมแป้นเหล่านั้นสักพักโจ คัลวิน ล็อกฮาร์ตก็ค่อยๆ หยิบพวกมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ผมยิ้มกว้างขึ้นส่วนหนึ่งใช้แทนคำขอบคุณ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธน้ำใจ
แจ็คเก็ตสีน้ำตาลส้มที่เขาสวม ดูเข้ากันกับผลส้มในมือ
= = = = = = =
จำนวนส้มลดลงครึ่งนึง จำนวนคำถามที่ผมอยากรู้ยังเท่าเดิม ข้อหลังผมเพิ่งนึกได้ตอนที่เหลือแค่ส้มกับผมเพียงลำพัง มีความเป็นไปได้อื่นเหลืออยู่อีก แต่ผมหยุดคิดถึงมันในขณะที่เริ่มแกะเปลือกส้มสำหรับมื้อเย็น
++++
ป.ล. ว๊ายยยย เจซีล่าาา เจซี ,,- -,, ขอบคุณพี่เพอร์ที่ช่วยดูให้ค่ะ
-- ต่อไปคงต้องแปะว่าเรื่องมันอยู่ตรงช่วงไหนของปี เนื่องจากการเขียนย้อนนี่มันนานเกินไปแล้วจริงๆ และเนื่องจากหมีรู้สึกว่าถ้ามันยาวกว่านี้จะแย่เอาขอตัดไปตอนต่อไปอีกตอน การเขียนตอนสั้นๆ จะมีสาระกว่า เขียนยาวแล้วความเวิ่นเว้อไร้ที่มาที่ไปของเซ็งจะออกมามากไป
-- เนื่องจากเซ็งเป็นคนเวิ่นเว้อ คราวหลังจะพยายามสรุปไว้ตั้งแต่ช่วงชื่อเรื่อง จะได้ไม่เสียเวลาอ่านกันมากนัก แต่ก็ขอบคุณที่อ่านกันมาถึงตรงนี้!!















