ตีตราเปรี๊ยง...เอนทรี่นี้เป็น่สวนหนึ่งของ
ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ผมมักนั่งนึกถึงเรื่องที่ทำเมื่อวานก่อนสัก สามนาทีระหว่างที่กลิ้งๆ อยู่บนเตียงจากนั้นใช้เวลาอีกสามนาทีในการปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปออกกกำลังกายยามเช้าและระหว่างนั้นก็คิดถึงสิ่งที่จะทำในวันนี้
จากนั้นนำผลที่ได้จากสามนาทีแรกบนเตียงกับสามนาทีหลังก่อนออกจากห้องมาเปรียบเทียบกัน พบว่าโครงสร้างทางกิจกรรมไม่มีความแตกต่างกัน - เลย - แม้ - แต่ - นิด - เดียว
ที่จริงการที่มันเป็นแบบนั้นก็น่าจะดีตอสุขภาพจิตและระบบประสาทของมนุษย์ในแง่ที่ว่าไม่ต้องประสบภาวะความตึงเครียดสะสมจากการรับมือกับปัญหาสารพันและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาแบบที่เมื่อก่อนผมต้อง
มานั่งฟังข่าวว่าควรหลีกเลี่ยงถนนเส้นใด
วันไหนบ้างถ้าไม่อยากหงุดหงิดกับรถติดชนิดจอดทิ้งไว้แล้วเดินไปง่ายกว่า แล้ววางแผนไปรับ-ส่ง เพชรอย่างรัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางเสียงอีกทอดหนึ่ง เป็นต้น
แต่ช่วงนี้ผมกลับคิดถึงวันคืนแบบนั้น พอไม่ต้อง ไปรับเพชร ไปส่งเพชร
ไปซื้อของเป็นเพื่อนเพชร ไปเที่ยวกับเพชร ไปนั่งเฝ้าเพชรเวลาคุณเธอออกไปตื๊ดๆ
ตามผับกับเพื่อนสาวของเธอ ไปช่วยแยกเพชรออกมาจากว่าที่คู่กรณีที่เจอกันตามผับในบางโอกาส และอื่นๆ
ผมก็มีเวลามากขึ้น ถึงขั้นมากจนเกินไปด้วยซ้ำแล้วสำหรับตอนนี้
กลับมา ณ ปัจจุบัน พาสองขาวิ่งไปตามทางเส้นทางประจำที่ผมมักใช้วิ่งออกกำลังกายตอนเช้า เป็นทางที่อ้อมออกไปทางที่จอดบอลลูน ทุ่งดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์เกินกว่าผมจะบอกได้ว่ามีอะไรบ้าง สองสามอย่างที่รู้จักก็ไฮเดรนเยีย คริต์มาส...อืมอันนี้ถ้าเป็นสีขาวเขาเรียกไวท์คริสต์มาส เป็นการเอาคำบอกลักษณะมาเติมกันดื้อๆที่ก็อาจมีเหตุผลดี แต่ผมรู้สึกว่ามันน่าจะมีชื่อที่สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย แล้วก็อะไรสักอย่างที่แถวบ้านผมเรียกว่าแพงพวยฝรั่ง ที่นี่อาจเรียกว่า Pan-Pauy เฉยๆ ก็ได้มั้งแถวนี้มันอยู่ยุโรปนี่ก็ฝรั่งนั่นแหละนะ พอคิดเรื่องนี้แล้วอดสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า แล้วถ้าหากว่าพอดีมีฝรั่งไปได้ยินแถวบ้านผมเขาเรียกเจ้าต้นนี้ว่าแพงพวยฝรั่งล่ะ เขาจะเถียงหรือถามรึเปล่าว่า " เฮ้ ยูทำไมเรียกอย่างนั้นล่ะนี่น่ะมัน Pan-Pauy ไง ไม่ใช่แพงพวยฝรั่งนะ"
ก่อนหน้านี้ถึงไหนแล้วนะครับ อ่อ...พอผ่านสารพัดดงดอกไม้แล้วก็จะถึงโรงพิมพ์ สุสาน โบสถ์ และทุ่งดอกเชอริลตามลำดับจนไปหยุดที่สวนสาธารณะ ที่จริงการวิ่งออกไปทางชายทะเลก็ดีมากเลยทีเดียว เพียงแต่ที่ผมเลือกมาทางนี้แทนเพราะ ผมสามารถเดินเลียบชายทะเลได้ทุกเวลา (ถ้ามันไม่มีพายุ) ในหลากหลายโอกาส แต่ผมรู้ว่าตัวเองจะไม่ผ่านเส้นทางนี้เด็ดขาดหากว่าเป็นเวลาหลังบ่ายสามโมงไปแล้ว เพราะงั้นการใช้เส้นทางผ่านโบสถ์นี้ในตอนเช้าจึงเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับผม ที่ไม่อยากผ่านไม่ใช่อะไร แค่เพราะมันมีสุสานน่ะครับ สุสานตอนเย็นๆมันไม่น่าอภิรมย์เลยใช่ไหมล่ะ??
ว่าแล้วผมก็เร่งความเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อต้องผ่านสถานที่แห่งนี้ ทั้งที่ก็...อะแฮ่ม...รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เวลาที่ผ่าน เหมือนขนเล็กๆ ตามแนวสันหลังมันตั้งขึ้นมาพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ถึงแม้จะเป็นตอนเช้าก็เถอะ และถึงจะผ่านมันทุกวันมาเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่หายซะทีด้วย
แล้วนายจะยังผ่านมาแถวนี้อีกทำไมล่ะ? ผมเคยถามตัวเองแบบนี้เหมือนกันไม่ค่อยบ่อยแค่ทุกครั้งที่ผ่านแล้วเหตุการณ์เดิมๆ ก็เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้นเอง
ไม่รู้สิผมรู้สึกว่าถนนแถบนี้มันคงเหงา รู้สึกว่าทำไมนายทำตัวแบบนั้นล่ะนิธาน เดินผ่านไปได้รอบเมืองแต่ไม่เดินผ่านมาทางนี้บ้างเลยนี่นายจะใจจืดใจดำไปรึเปล่า?
....เพราะคิดแบบนี้ผมก็เลยมามันทุกวัน...
....เพราะว่างมากเกินไปรึเปล่าถึงคิดไปได้ถึงขั้นนั้น....
....ถ้าใช่ขออะไรให้ทำด่วนเลยดีกว่า.....
.
.
.
"นายมาช้านะ" เจ้าของเสียงที่ร้องทักผมเป็นชายร่างสูงโย่ง สูงที่สุดในเมืองเลยละมั้งผมว่า เอเดน ครูปิน เห็นแบบนี้แต่เป็นเจ้าของร้าน Jacky Winter อันโด่งดังในหมู่คนหนุ่มสาวของที่นี่ โด่งดังในหมู่สาวๆ ด้วยรสชาตินุ่มนวลของไอศกรีมเหล่านั้น และโด่งดังในหมู่หนุ่มๆ ว่าเป็นแหล่งอาหารตาชั้นดี ที่รวมตัวของสาวใสระดับ A class หลากหลายสไตล์ให้เลือกบริโภค
"ผมไม่เห็นรู้ว่านัดกันไว้ แล้วต้องมาตรงเวลานี่"
"งั้นก็คิดซะว่า เมื่อกี้เป็นคำทักทายก็แล้วกัน เพราะ "อรุณสวัสดิ์" น่าจะไม่เหมาะกับนายนะไอ้หนุ่ม"
อย่างที่ผมบอกไม่ได้นัดกัน เอเดนชอบออกกำลังกาย และผมติดนิสัยต้องออกกำลังกายมาจากสมัยเรียนมัธยม ไปๆมาๆ นอกจากเจอกันตอนผมไปนั่งทานของหวานตาที่ร้านเขาแล้วก็มักจะเจอกันที่นี่
"วอร์มก่อนสิ หรือจะซ้อมเลยดี?"
"อืม ขอสักสิบนาทีครับ"
ยืดกล้ามเนื้อ ซิทอัพสามยก วิดพื้นสี่ยก กับดึงข้ออีกสามยก พูดถึงดึงข้อนี่ก็โชคดีที่วันนี้ไม่ต้องเริ่มวอร์มพร้อมกัน ไม่งั้นจากอบอุ่บร่างการจะเป็นรายการดึงข้อคอนเทสต์เหมือนตอนแรกที่บังเอิญเจอกันที่นี่พอดี ตอนนั้นเอเดนยังเป็นเจ้าของร้านผู้พิทักษ์ลูกค้าสาวน้อยวัยใสขับไล่หนุ่มๆ ผู้คิดมิดีมิร้ายต่อลูกค้าของเขาออกไปจากร้านด้วยวิธีน่าขนลุก และผมยังเป็นหนึ่งในลูกค้าหนุ่มที่วิธีการ "ตัดตอน" อันน่าขนลุกของเขาใช้ไม่ได้ผล ข้อนี้ผมคิดว่าผลมันคงมาจากผมไม่ได้มีเจตนาจะทำมิดีมิร้ายอะไรพวกเธอสักหน่อย แค่มองไม่เสียหายนี่นา....
ตอนนั้นเหมือนอยู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากแพ้ขึ้นมา เพราะว่าหมั่นไส้อะไรกันก็ไม่รู้ จากที่ต่างคนต่างทำอะไรตามเรื่องตามราวของตัวเองไป ไม่นานผมก็พบว่าผมกับเอเดนกำลังแข่งดึงข้อกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนนั้น เกิน 70 ครั้งไปแล้วด้วยผมจำแม่นโคตรเลยจริงๆ
‘นี่.. มันดู...ไร้สาระยังไงอยู่นะ นายว่าไหม' เป็นเอเดนที่เอ่ยปากขึ้นมาก่อน
‘ดูเหมือนจะ...เป็นหยั่งงั้นละครับ' ผมตอบโดยยังจับบาร์แน่นเช่นเดิม
‘พอซะที ดีไหม?'
‘เห็นด้วย'
ตุ๊บ!!....หลังจากปล่อยมือจากบาร์ลงมานอนแผ่ที่พื้นกันทั้งคู่
แล้วอยู่ๆ ผมก็หัวเราะ
เขาก็หัวเราะเหมือนกัน หลังจากนั้นไม่รู้ทำไม
ผมกับเอเดนก็ขยับจากคนจ้องจะตัดตอน กับคนไม่ยอมโดนตัดตอน กลายเป็นคู่เรียกเหงื่อยามเช้าไปซะแล้ว
.
.
.
"ที่นี่มีคนมากจากที่เดียวกับนายเยอะเลยนะ"
"คุณรู้ได้ไง?"
"ก็อย่าง.....เจ้าของโรงหนัง" เจ้าตัวไหวไหล่พลางยกตัวอย่าง
"อ่อ คุณกร" ผมพยักหน้า ผมไปดูหนังที่นั่นบ่อยๆ เหมือนกันและถึงจะเจอเขาไม่บ่อยเท่าจำนวนครั้งที่ไปดูหนัง แต่ก็ถือว่ารู้จักแหละน่า
"ทำไมนายรู้จัก?"
"ทำไมต้องไม่รู้จัก?"
"ทำไมไม่รู้จักตอบดีๆ วะ"
"ทำไมชอบคิดว่าผมไม่ตอบ ‘ดีๆ'ล่ะ"
ผมพยายามเอี้ยวตัวหลบมือของเอเดนที่ยื่นมาขยี้หัวด้วยความเคยชินทั้งที่หนีไปก็ไม่พ้น ถึงการขยี้หัวด้วยความหมั่นไส้จะเรียกว่าทำให้รู้สึกดีไม่ได้ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรนักหนา และถ้าผมวิ่งหนีพนันได้เลยว่าเขาวิ่งตามแน่ ผู้ชายตัวควายๆ สองคนวิ่งไล่จับกัน คิดยังไงก็ขนลุก เพราะงั้นก็อย่าเลยครับ
ผมแยกกับเอเดนที่หน้าร้านของเขา ดูเหมือนเอเดนต้องกลับไปละเลียดกาแฟ และขนมปังปิ้งง่ายๆ แต่พิถีพิถันของเขา ส่วนผมมุ่งหน้าไปยังร้านของแคลร์ เนื่องจากผมยังคงความเป็นคนไทยแท้ๆ ด้วยการเริ่มมื้อแรกของวันให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้เสมอ
"อ้าว คุณเซ็ง ทานอะไรดีคะ ทานอะไรดี?" ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำมากว่าเป็นขาประจำที่ร้านของเธอ ถึงจะพลาดเดิมพันข้าวฟรีสามวันเมื่อคราวก่อนไป ทำให้ไม่ได้เพิ่มสถิติการเข้าร้านเป็นวันละ 5 ครั้งในช่วงสามวันนั้นก็เถอะ
Full
English Breakfast กับเอสเปรสโซ่ดับเบิ้ลช๊อตเป็นอะไรที่ดีต่อการเริ่มวันใหม่มากครับ
และอีกแล้วนี่ก็เป็นวงจรหนึ่งที่วนซ้ำไปซ้ำมาเมื่อผมเริ่มชีวิตที่นี่เหมือนกัน
.
.
.
"คุณเซ็งค่ะ กลางวันวันนี้ฉันจะเปลี่ยนเมนูใหม่
อย่าลืมแวะมานะคะ" หญิงสาวเยี่ยมหน้าออกมาจากครัวตะโกนบอกที่ผมกำลังจะออกจากร้าน
แคลร์เปลี่ยนเมนูใหม่บ่อยๆ ครับ
เป็นคนทำอาหารเพื่อทุกๆ คนจริงๆ
"ผมจะรอครับ"
หลังจากนั้นเป็นช่วงชีวิตวัยเรียนธรรมดา ถึงตรงนี้ชีวิตแล้วผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อยเพราะกำลังได้ทำสิ่งที่คุ้นเคย แต่ระหว่างที่เรียนอยู่ผมก็รู้ว่าหลังจากเลิกเรียนแล้ววงจรชีวิตของผมจะวนไปแบบไหน ไม่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนก็กลับอพาร์ตเม้นต์...แบบที่กำลังทำอยู่นี่ ตอนเย็นผมจะเดินกลับจากทางห้องสมุด เดินเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ผ่านบ้านคุณยายใจดีที่ ทุกๆ คนเรียกเธอว่าแกรนด์ม่า จนไปถึงอพาร์ตเม้นต์คุณเกลโดยสวัสดิภาพ...
ไม่ใช่ว่าผมเบื่อที่นี่แทบขาดใจ แล้วปรารถนาอะไรที่มันตื่นเต้นซะเต็มประดา พูดจริงๆแล้วผมมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับอะไรที่เรียกว่าความสงบสุขมาก แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดที่ผิดทาง....
ไม่สิ....น่าจะเรียกว่ามันว่างเปล่าละมั้ง เหมือนมีส่วนที่ไม่สมประกอบอยู่ เป็นส่วนที่ไม่ใช่อะไรที่ปล่อยทิ้งไว้ก็ได้เพราะชีวิตคนที่สมบูรณ์แบบจริงๆ มันไม่มีอยู่ในโลก แต่ผมมองไม่เห็นน่ะว่ามันอะไร ลองดูสิตามวงจรชีวิตที่เรียบง่ายแต่ก็ครบถ้วนดีแล้วแบบนี้ผมยังต้องการอะไรอีกงั้นเหรอ???
ก็ไม่รู้ไง...ไม่งั้นไม่มานั่งฟุ้งซ่านอะไรแบบนี้หรอก ผมก็มีเพื่อน มีสังคมทั้งในมหาลัย และในเมือง ผมมีที่ซุกหัวนอน มีเงินให้ใช้ .....แล้วยังจะมีอะไรขาดไปอีก แปลกดีเขาบอกว่ามนุษย์ต้องการแค่ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตเราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ...ว่าแต่เขาไหนใครกัน? ถ้าเจอตัวผมจะได้ปรึกษาเสียหน่อยว่าผมก็มีครบตามที่คุณบอกแล้ว แต่ผมรู้สึกผิดปกติน่ะครับ ผมควรไปพบจิตแพทย์รึเปล่า....
ผมเห็นไกลๆ ว่าคุณเกลเดินอยู่แถวๆ หน้าอพาร์ตเม้นต์ มีหนูตะเภาด้วยใจจริงอยากรีบเดินเพื่อไปเล่นกับเจ้าหมายักษ์ แต่คิดแล้วคงไม่ทันเพราะทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าไปทางบ้านคุณทัตสึมิ คงต้องคลาดกับหนูตะเภาอีกแล้วล่ะผมน่ะ คิดอีกทีนี่อาจเป็นการจุดเล็กๆที่ทำให้วงจรชีวิตผมไม่เหมือนเดิม เมื่อเช้าผมเพิ่งคิดถึงอะไรที่มันต่างไปจากเดิมเองนี่ นี่ไงเล่านิธาน นายต้องเอาเวลาที่เหลือมากไป ไปหาวิธีที่จะทำให้นายได้เล่นกับหนูตะเภามากเท่ากับเมื่อก่อนแล้วนะ
เฮ่อ มองโลกในแง่ดีไงเล่านิธาน.....เดี๋ยววันนี้นายจะได้เพิ่มกระบวนการทางความคิดเพิ่มอีกอย่างแล้วดีใจไหมนั่น....
.
.
.
.
.........
...นิธานคะกำลังเป็นโรคอะไรไม่รู้ ไร้สาระและฟุ้งซ่านมากจากที่ปกติก็ฟุ้งซ่านคิดอะไรไปเรื่อยอยู่แล้ว..น่ะนะ จะมีใครเข้าใจมันไหมคะเนี่ย?
...**เพชรคนนี้เป็นญาติสาว (ขาว อวบ) ของเซ็งมันค่ะ คนที่เกิดมาเพื่อเป็นที่รักและถูกตามใจอย่างแท้จริง ชีวิตประจำวันของเซ็งตอนอยู่เมืองไทย เป็นอย่างข้างบนเลยจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงเพชรก่อน... ไม่รู้ว่าทนมาได้อย่างไร?
...เอนทรี่ที่แล้วดีใจที่ชอบ แล้วจะทำอีก...(จะดี?)
...ขอบคุณเอเดน แคลร์ และคุณเกลกับหนูตะเภา ที่มาร่วมลูป...
แถม...นี่คือรูป Full English breakfastที่นิธานกินมันทุกวัน
แบบเนี๊ยแต่เพิ่มไส้กรอก เบคอน มะเขือเทศ กับไข่อีกอย่างละหนึ่ง.... ดูมันกิน - -"














...
เดิ้น : จับเขาให้ได้สิตัวเองงงง >3< *ตีตูดแปะๆแล้ววิ่งไปอย่างเริงร่า ดอกไม้ผุดขึ้นที่หัว อุฮิ*
นิธาน : *วิ่งตามมาแบบสโลโมชั่น* รอเค้าด้วยยยซี้ >[]< *ถอดรองเท้าปาหัวเด่น*
กร๊ากกก โอย ตอนอ่านแอบคิดต่อไปแล้วในมิติที่ 5 ฮาๆๆ นิธานดูเป็นคนคิดอะไรแบบมีระบบมากกว่าที่คิดไว้แฮะ - -+ นอกจากจะแว่นแล้วแอบเนิร์ดนี่... แม่เดิ้นชอบบบ
#1 By Aiden on 2009-10-08 14:05